CONFESSIONS OF A CLAPPER

The first time I ever heard the term “clapper” was just a little over a year ago. Apparently, it is a label given to a contestant, who in a beauty pageant, is unplaced and left standing on the sidelines clapping for the girls who make it through to the final round and then finally, for the one who is crowned winner.  And by that definition, I am a clapper since I didn’t place when I represented my country in the Miss World pageant in 1996. That term has been thrown in my direction, intended as an insult, by some people who disagree with my decisions as the host and main judge of a certain regional reality TV show. Their logic is that because I was a clapper some 20 years ago, it somehow affects my ability to mentor and coach the girls now. To be honest, I’ve never felt that it was insulting at all (sorry guys) and let me tell you why…

ซินดี้เพิ่งเคยได้ยินคำว่า “clapper” ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว มีคนดูที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินในรายการประกวดนางแบบที่ซินดี้เป็นพิธีกรนั้น ตั้งใจใช้คำนี้เพื่อเป็นการดูถูกว่าซินดี้ไม่ได้เข้ารอบในการประกวด Miss World 1996 สรุปแล้วคำนี้ก็มาจากคำว่า clap ที่แปลว่าปรบมือในภาษาอังกฤษนั้นเอง ใช้กับผู้เข้าประกวดที่ตกรอบทั้งหลายที่ได้แต่ยืนปรบมือข้างเวทีให้กับคนที่เข้ารอบ  เขาคงจะหมายความว่าการที่ซินดี้ตกรอบในครั้งนั้นทำให้ไม่คู่ควรกับฐานะ เป็น host รายการในวันนี้ แต่คำด่าของพวกเค้าไม่ได้ทำให้ซินดี้รู้สึกอะไรเลยแม้แต่นิด ทำไมรู้ใหมคะ? ขอเล่าแล้วกันค่ะ

 ปีนั้นเป็นปี 1996 เดือนสิงหาคม ซินดี้อายุ 17 พึ่ง จบ high school มาหมาดๆ ตั้งใจที่จะพักการเรียนเพื่อที่จะทำงานในวงการบันเทิงและหาประสบการณ์แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเรียนอะไรต่อ หลังจากที่จบเรียนไม่ถึงสองเดือนก็ตัดสินใจลงประกวดเวที Miss Thailand World จากเด็กวัยรุ่นที่เพึ่งใส่รองเท้าผ้าใบก็หันมาสวมรองเท้าส้นสูงเดินหน้าสู่ประสบการณ์ที่จะเปลี่ยนชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ เวทีนั้นเป็นเวทีแรกในชีวิต จริงๆแล้วไม่ได้หวังชนะ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าหน้าตาที่ดูเป็นฝรั่งจ๋าของตัวเองนั้นคงจะเป็นอุปสรรคพอสมควร แต่ก็หวังว่าอย่างน้อยๆเราก็จะได้ประสบการณ์ แต่ในที่สุดก็เริ่มเข้าสู่รอบลึกๆ จนสุดท้ายรู้สึกตัวอีกทีก็ยืนอยู่บนเวทีรอบสุดท้าย และอีกไม่นานก็ได้ยินการประกาศว่าเป็นตัวเองเป็น Miss Thailand World คนล่าสุด ซึ่งตอนนั้นจำได้ว่าทั้ง shock ทั้งดีใจในเวลาเดียวกัน 

หลังจากคืนนั้นก็มีการถกเถียงกันพอสมควรว่าเด็กฝรั่งตาสีฟ้าคนนี้จากพัทยาชนะการประกวดระดับประเทศได้ยังไง หลายคน ที่เชียร์ซินดี้ก็ออกมาปกป้อง ว่าได้แสดงความเป็นไทยด้วยมารยาท การวางตัว และด้วยการตอบคำถามบนเวทีได้ดีและชัดเจน แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสิน แต่สำหรับซินดี้ก็ถือว่าเป็นบทเรียนแรก ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะยินดีกับชัยชนะของคุณ จะมีอีกหลายคนต่างหากที่จะเหยียดหยามเมื่อคุณประสบความสำเร็จ สุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ในใจเราต่างหาก ว่าเราทำดีที่สุดแล้วหรือยัง

The year was 1996. I was 17, fresh out of high school and eager for new adventures. Since I planned on taking a few years off to work as a model, to travel and to figure out what it was exactly that I wanted to do with my life, I decided to take a chance an enter the Miss Thailand World pageant. Within less than two months of throwing my mortar board into the air, and with only a vague idea of what was in store, I slipped on a pair of high heels and marched headfirst into what would define the rest of my career and life in general. I really wasn’t banking on winning, truth be told, knowing full well how “un-Thai” I looked with my blue eyes (but then again I was quite used to that feeling of not belonging, having dealt with those feelings most of my life… but that’s a story for another day). My goal was to just see how far I could get, learn a bit along the way and maybe make a little cash at the same time.  It was the first beauty pageant I had ever entered. But as the days went by, I started progressing further and further into the final rounds. Eventually, I found standing on the finale stage with only one more girl in what was the culmination of a whirlwind ride.  Even as they announced my name, I still couldn’t believe I had won!  

After that night, the whirlwind continued but this time it was from the press and the controversy over how this blue-eyed “farang” girl from Pattaya could win such a prestigious and national title. Many in my camp defended me saying I had proven my “Thainess” many times over with how I handled myself and from being able to answer the questions fluently in Thai. Others felt I was undeserving. You see, I am not new to controversy. That bittersweet experience taught me that not everyone will be always happy for your success. In fact, there will always be a fair amount of haters along the way. In the end what matters is your integrity and the people who truly love you.

หลังจากนั้นไม่ถึงสามอาทิตย์ ซินดี้ก็เดินทางไปประกวด Miss World ที่ประเทศอินเดีย พอถึงตรงนั้นก็รู้สึกทันทีว่าเราอาจจะยังไม่พร้อมเต็มที่ ด้วยประสบการณ์ที่น้อยกว่าเพื่อนผู้เข้าประกวดหลายๆคนที่เขาถูกปั้นให้เป็นนางงามมาตั้งแต่อายุน้อยๆ นี่เป็นสิ่งที่เขาตั้งใจทำมาทั้งชีวิตแต่เราทำมาแค่ 2 เดือน และพอได้คุยกับเพื่อน โดยเฉพาะคนที่มาจากอเมริกาใต้และบางประเทศในเอเซีย เขาอธิบายให้ฟังว่าถ้าเขาไม่ได้เข้ารอบก็ถือว่าล้มเหลวที่สุดในชีวิต และก็อย่าหวังว่าจะกลับไปทำงานในประเทศเลยเพราะถือว่าอับอายที่สุด พอฟังแล้วรู้สึกเศร้าจัง เพราะพวกเราทุกคนเกือบ 100 กว่าชีวิตนั้นล้วนแล้วแต่ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ต้องแบกรับภาระแล้วความหวังของคนทั้งประเทศ แต่สุดท้ายแล้วมันก็มีแค่ผู้ชนะคนเดียวเท่านั้น

ในที่สุดซินดี้ก็ขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีรอบตัดสิน แต่ครั้งนี้ไม่มีใครประกาศชื่อของเรา ซินดี้ก็ได้แต่ยืนมองคนอื่น จนในที่สุดเราปรบมือให้กับผู้ชนะ  ซึ่งในปีนั้นก็คือ  Miss Greece จำได้เลยว่าเห็นหน้าเขาแล้วทำให้ ซินดี้นึกถึงความรู้สึกที่เราก็เพิ่งผ่านมาที่ทั้ง shock และดีใจในเวลาเดียวกัน

สิ่งที่ซินดี้พยายามจะบอกก็คือ  ไม่ว่าจะเป็น Miss World หรือ Miss Universe หรือ Miss อะไรก็แล้วแต่ ใสำหรับทุก 1 คนที่ชนะ ยังมีอีก 100 กว่าคนบนเวทีที่ยืนปรบมือให้กับเขา แล้วยังมีอีก 1000 และ 10,000 คนทางบ้านที่อาจจะยังไปไม่ถึงเวที หรือไม่มีวันที่จะไปถึงเวทีนั้นในชีวิต ถ้าจะบอกว่าคนเหล่านั้นคนที่ล้มเหลวก็เป็นไปไม่ได้ เพราะอาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นสำหรับพวกเขาก็ได้ เหมือนกับตอนที่ ซินดี้กลับเมืองไทย คนทั้งประเทศก็ยังต้อนรับอย่างอบอุ่นถึงแม้ว่าไม่ได้ตำแหน่ง และพร้อมที่จะให้โอกาสซินดี้ทำงาน ซินดี้ก็มุ่งหน้าทำทุกงานให้ดีที่สุด จนสุดท้ายเป็นนางแบบที่โด่งดังทั่วประเทศ เป็นนักแสดง แล้วก็เป็นพิธีกรมืออาชีพ  20 ปีผ่านไปก็ยังถือว่าประสบความสำเร็จ หากวันนั้นซินดี้ได้เป็น Miss World ชีวิตคงเปลี่ยนไปมาก แต่ก็ไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่าจะดีกว่าตอนนี้

ซินดี้เชื่อในพรมลิขิต เชื่อว่าเหตุการณ์บางอย่างในชีวิตจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราพร้อมที่จะรับมือกับมันจริงๆ ถึงแม้ว่าในตอนนั้นเราอาจจะรู้สึกว่าเราพ่ายแพ้ก็ตาม ซินดี้สอนลูกตลอดเวลาว่า เราคงไม่ได้ชนะตลอดเวลา ชีวิตนี้เราคงจะแพ้มากกว่าชนะด้วยซ้ำ การพ่ายแพ้เป็นสิ่งที่จะทำให้เราเรียนรู้จุดแข็งและจุดด้อยของตัวเราเอง

แปลกเหมือนกันนะ ว่าตอนนี้ซินดี้มาอยู่ในตำแหน่งที่เป็นกรรมการแล้วก็เป็นครู สอนให้กับผู้หญิงคนอื่นที่พยามตามความฝันของตัวเองเหมือนกับซนดี้ 20 กว่าปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นขอฝากหน่อยแล้วกันนะคะสำหรับ “clapper” ทั้งหลาย ขอให้สู้ต่อไปคะ และอย่าให้ใครมาดูถูกหรือทำลายความฝันของคุณ ในวันนี้คุณอาจจะไม่ได้ตำแหน่ง คุณอาจจะไม่ได้มงกุฏ คุณอาจจะไม่ได้โล่ แต่สัญญาค่ะว่าถ้าคุณสู้ต่อไปสักวันคุณก็จะเป็นผู้ชนะ

ขอทิ้งท้ายด้วย quote จาก Douglas Adams นะคะ

“ฉันอาจจะไม่ได้ไปในทิศทางที่ฉันตั้งใจ แต่สุดท้ายแล้ว ฉันก็มาอยู่ในที่ที่ฉันสมควรอยู่”

 In less than three weeks after winning the title, I was on a plane to Bangalore, India, to represent my country in the Miss World 1996 pagant. Again, I found myself, in some ways, out of my league. Most of the other girls who were there, who had been training for this moment their entire lives. I remember a conversation during dinner one night where some of them told me that, for many of them, especially from countries in South America and many parts of Asia, that if they returned home unplaced, their careers were over. They were considered complete failures and an embarrassment to the country. I remember thinking how sad. Here we all were, almost 100 of us here following our dreams, halfway around the world and all carrying the hopes and dreams of our countries with us. In the end, there can only be one winner, and that outcome is dependent on so many factors.

Not too long after that conversation, I found myself on the finale stage again. This time, however, I was not called forward. My name was not mentioned. I found myself clapping along with the all the other unplaced contestants for a surprised and radiant Miss Greece. She was somewhat of a dark horse, and we were delighted for her.  As I clapped for her, I imagined her feeling that shocked - is this really happening – I can’t feel my face - feeling. It was one I knew well, having only just felt that for the first time a month prior.

You see, for every one Miss World, or Miss Universe, or Miss Whatever out there, there are hundreds of other girls clapping on stage for her. And for every winner, there are thousands and tens of thousands more girls at home who haven’t made it to the stage or do not have the opportunity to be there. To label these ‘clappers’ as failures is just such an error in judgment, because by no means is that true. This could be just the beginning of so much more for them. In my case, I went home to Thailand to a warm welcome despite not placing, to people who were willing to give me the opportunity to show my talents elsewhere. I threw myself into every piece of work that came my way. I booked jobs at home and abroad. I worked my way up to becoming a supermodel, gracing every magazine cover and closing every show. I became an actress. I started to hone my skills as a speaker and a host and and still am enjoying a very successful career in the industry, some 20 years later. Had I won the title of Miss World, my life would probably be very different. But who’s to know for sure it would have been better?  

One thing I do know is this: is that I took a chance. I stepped out of my comfort zone and gave it my all.  I believe in destiny. And I believe that things happen for a reason, at the right time, and when you are truly ready for them, even though it may not seem that way at the moment. It was not in my path to win that title. However, since then, I have become a winner in so many areas multiple times over.

This is what I teach my children: We will not always win. In fact, we will probably have many more losses than wins in life. It’s good to celebrate our wins but it’s more important to also appreciate our losses because it is only through failure that we can grow and truly learn about ourselves, and realize our strengths. I came away from that experience knowing that I represented my country as best I could at the moment with what I had. I learned how to be resilient and turn failure into success.

So yes I am a clapper. I clapped hard for Miss Greece. I clapped hard for myself. And I clapped the hardest for all the other girls on that stage who took a chance but didn’t make it that day.

I suppose it is ironic that I now find myself in a role where I am the judge and mentor to many girls who are now in the same position as I was over 20 years ago; girls who are trying to follow their dream and make something of themselves. So for all of you who have failed at something, hear this: From one “clapper” to the next; you hold your head up high, girl, and don't let the haters get to you.  At least you are trying. You are doing something should be very proud of, which is more than can be said for a lot of other people. This experience will give you the tools and resilience to take on the next challenge life has in store for you. Don't ever let anyone tell you are worthless or a loser because you failed at something. The fact you have the courage and fortitude to try means you are already a winner.  So maybe this crown or medal or trophy wasn't yours to win today but I guarantee you from experience that if you keep on going, you will win one day. So brush it off, keep your head high and your brows on fleek and get it girl! You’re all queens in my book!

I’ll leave you with this quote I think pretty much sums it up perfectly....

"I may not have gone where I intended to go but I think I have ended up where I needed to be."
                                                                                             Douglas Adams.